วันพุธที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2558


เคล็ดลับ! 7 วิธีชาร์จแบตมือถือและแท๊บเล็ตอย่างถูกวิธีทำให้แบตไม่เสื่อมไว


คนส่วนใหญ่เมื่อซื้อมือถือหรือแท็บเล็ตมาแล้วจะไม่ประคบประหงมดูแลอย่างดี แทบทุกคนล้วนแต่พยายามเฟ้นหาวิธีที่ทำให้มือถือหรือแท็บเล็ตเครื่องที่ซื้อมาให้มันสามารถที่จะอยู่กับเราไปนานๆ และหนึ่งในปัญหาที่หลายๆคนกังวลกันก็คือ “กลัวแบตมันเสื่อมหลังจากใช้งานไปได้สักพัก” อย่างที่รู้กันว่ามือถือและแท็บเล็ตรุ่นใหม่หลายๆรุ่น ไม่สามารถที่จะถอดแบตมาเปลี่ยนเองได้อีกแล้ว ดังนั้นจึงขอเสนอเคล็ดลับวิธีถนอมแบตมือถือและแท็บเล็ตกันครับ

ก่อนอื่นเราไปทำความรู้จักกับแบตเตอรี่ในมือถือและแท็บเล็ตกันก่อน



โดยแบตเตอรี่ในมือถือและแท็บเล็ตส่วนใหญ่ในปัจจุบันนั้นจะเป็นแบบ Li-ion และ Li-Polymer ทั้งสองแบบมีลักษณะการทำงานในลักษณะ “นับรอบการชาร์จ(Cycle)” แต่ไม่ได้นับเป็นจำนวนครั้งนะครับ โดยแรงดันในการชาร์จจะแบ่งออกเป็น 3 ระดับก็คือ

1C หมายถึง การชาร์จ ณ ระดับพลังงานแบตเตอรี่ มากกว่า 65-70%

2C หมายถึง การชาร์จ ณ ระดับพลังงานแบตเตอรี่ 35-60%

3C หมายถึงการชาร์จ ณ ระดับพลังงานต่ำกว่า 30%

เคล็ดลับ! 7 วิธีที่จะทำให้แบตของมือถือและแท็บเล็ตไม่เสื่อมเร็ว


1. ควรชาร์จไฟมือถือและแท็บเล็ตก็ต่อเมื่อระดับแบตเตอรี่อยู่ที่ 65-70%(1C) จะดีที่สุดครับ แต่การใช้งานจริงคงจะได้ระดับ 35-60%(2C) ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่พอรับได้ครับ ซึ่งจากผลการทดสอบจากต่างประเทศได้ระบุว่า หากชาร์จแบตเตอรี่ที่ระดับ 3C จะสามารถชาร์จได้ประมาณ 300 รอบ(Cycle) แต่หากเราชาร์จที่ระดับ 1C และ 2C จะสามารถชาร์จได้มากกว่า 400-500 รอบ (Cycle) “ดังนั้นไม่ควรชาร์จในขณะที่แบตต่ำกว่า 30% นั่นเอง เพราะมันจะเสื่อมเร็ว”

2. อยากจะชาร์จเมื่อไรก็ชาร์จไป (ตามข้อที่ 1) แต่ห้ามใช้แบตจนหมดเกลี้ยงในระดับเปิดเครื่องไม่ติด(แบตเหลือ 0%) โดยเด็ดขาดเพราะแบตมันจะพังไวมาก!!

3. ถ้าหากไม่ได้ใช้มือถือหรือแท็บเล็ตเป็นเวลานานๆ และแบตเตอรี่สามารถถอดออกมาได้ ควรถอดแบตเตอรี่เก็บไว้ในขณะที่มีประจุประมาณ 40% และควรที่จะเก็บเอาไว้ในที่เย็น และไม่มีความชื้นครับ โดยค่า 40% นั้นเป็นตัวเลขที่มาจากห้องทดลองเลยทีเดียว

4. มือถือและแท็บเล็ตในปัจจุบันนั้น มีระบบตัดไฟเมื่อชาร์จแบตจนเต็ม 100% และมันจะต่อไฟตรงเหมือนกับที่เราเห็นมันขึ้นเป็นรูปสายไฟแทนฟ้าผ่าครับ แต่ถ้าหากแบตมันลดลงเพียง 1% มันก็จะชาร์จใหม่ ดังจะเห็นว่าไม่ว่าเราจะเล่นเกมส์หนักหน่วงขนาดไหนในขณะที่ชาร์จมันก็จะเต็มตลอด (ไม่เหมือนโน๊ตบุ๊คที่จะตัดไฟเมื่อแบตเต็ม และชาร์จใหม่เมื่อแบตลดลงเหลือ 90%) ซึ่งจะทำให้เราสูญเสียรอบการชาร์จไปโดยที่เราไม่รู้ตัว ดังนั้นเมื่อเราชาร์จเสร็จก็ควรถอดปลั๊กเพื่อนำมาใช้งาน และเมื่อถึงระดับ 35-70% ค่อยนำกลับไปชาร์จใหม่จะดีที่สุด

5. ควรใช้ที่ชาร์จที่มีคุณภาพ และหลีกเลี่ยงที่ชาร์จปลอมเพราะอาจจะทำให้จ่ายไฟไม่นิ่งได้ และสิ่งที่หลายคนนั้นมองข้ามไปนั่นก็คือ สายไฟที่เราใช้ชาร์จนั่นเอง ก็ควรที่จะเป็นสายที่มีคุณภาพในการนำไฟฟ้าได้ดีในระดับหนึ่งเหมือนกัน

6. หลีกเลี่ยงการทำแบตเตอรี่ตกพื้น เพราะอาจจะทำให้สารเคมีในแบตรั่วไหล หรือขั้วแบตอาจจะหลุดออกมาก็เป็นได้ ซึ่งจะส่งผลให้จ่ายไฟไม่นิ่ง และการใช้งานกับตัวเครื่องมือถือหรือแท๊บเลทมีปัญหาได้

7. เวลาที่จะชาร์จไฟควรเสียบที่ชาร์จกับปลั๊กไฟก่อนแล้วค่อยเอาหัวชาร์จมาเสียบกับมือถือหรือแท็บเล็ตอีกทีเพื่อป้องกันไฟกระชาก


ข้อดีของการบริจาคโลหิต
  https://th-th.facebook.com/permalink.php?story_fbid=549036248471717&id=115623895146290


           การบริจาคโลหิต  คือ การเก็บโลหิตจากผู้มีความประสงค์จะบริจาค แล้วนำโลหิตดังกล่าว ผ่านกระบวนการคัดกรอง หากมีคุณสมบัติที่ดีจะถูกนำไปเก็บใน ธนาคารโลหิต หรือส่งไปยังโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อนำออกมาใช้ในยามฉุกเฉิน
การบริจาคโลหิต สามารถทำได้ทุกๆ 3 - 4 เดือน ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกายของบุคคลที่จะบริจาค ซึ่งผู้บริจาคจะต้องมีคุณสมบัติ ประกอบกับสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ซึ่งมีหน่วยเคลื่อนที่บริการในการรับบริจาคโลหิต หรือสามารถบริจาคได้ที่ศูนย์รับบริจาคประจำจังหวัด ของสภากาชาดไทย
การบริจาคโลหิตเป็นสิ่งที่ดีนะคะ หลายๆคนคงเคยบริจาคกันมาบ้างเลย คงจะได้อิ่มบุญกันมากเลยกับการที่ได้เป็นผู้ให้กับคนอื่น วันนี้จะมาพูดถึงข้อดีของการบริจาคโลหิตค่ะว่ามีผลดีอย่างไรต่อเราผู้บริจาคกัน
เบื้องต้น จะขออธิบายเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้บริจาคซักเล็กน้อย เผื่อหลายคนกำลังสงสัยอยู่ว่าตัวเองบริจาคได้รึเปล่า
คุณสมบัติ คือ 
- อายุ 17-60 ปี หากอายุต่ำกว่า 16 ปี ต้องมีหนังสือยินยอมจากผู้ปกครอง - น้ำหนักไม่ต่ำกว่า 45 กิโลกรัม 
- ควรรับประทานอาหารก่อนบริจาคเลือด และต้องนอนหลับอย่างน้อย 6 ชั่วโมง 
- ไม่อยู่ระหว่างกินยาปฏิชีวนะ และไม่อยู่ภายใน 72 ชั่วโมงหลังการถอนฟัน รวมถึงไม่มีแผลสด แผลติดเชื้อตามร่างกาย 
- ไม่มีโรคที่อาจถ่ายทอดไปยังผู้ป่วย 
- สำหรับผู้หญิงไม่ควรเป็นช่วงที่มีประจำเดือน เพราะจะทำให้เสียเลือดซ้ำซ้อน 
- ไม่อยู่ในระหว่างตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร เพราะน้ำนมผลิตมาจากเลือก หากบริจาคเลือดอาจทำให้น้ำหมดลดน้อยลง
จากคุณสมบัติที่กำหนดไว้ก็เพื่อให้ได้เลือดที่มีคุณภาพและปลอดภัยมาใช้กับผู้ป่วยและเป็นการห่วงใยสุขภาพผู้บริจาคเลือดด้วยค่ะ เพราะถ้าผู้บริจาคเลือดร่างกายไม่พร้อมแล้วยังจะมาบริจาคเลือดอีก คนที่แย่อาจเป็นตัวเองก็ได้ค่ะ ตัวอย่างศิลปินดาราที่ทำเป็นแบบอย่างก็มีหลายท่านนะคะ มาดูกันว่าเขาภูมิใจกันแค่ไหนกับการบริจาคเลือด
ศิลปินมาบริจาคเลือด หน้าตาอิ่มสุขทุกคน

ข้อดีข้อที่ 1 ทำให้สุขภาพแข็งแรง
หลายๆคนคงสงสัยว่า ว่าการบริจาคเลือด เป็นการเอาเลือดออกจากตัวแล้วร่างกายจะแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร จริงๆแล้ว เลือดที่บริจาคออกไปเป็นเลือดส่วนเกินของร่างกายค่ะ หรือประมาณ 7% ของปริมาณเลือดทั้งหมดในร่างกาย โดยก่อนจะบริจาคจะมีการพิจารณาจากน้ำหนักตัวของผู้ให้บริจาคก่อน ดังนั้นเลือดที่เสียไปจะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ตรงกันข้ามกลับกระตุ้นให้ไขกระดูกผลิตเม็ดโลหิตใหม่ขึ้นมาแทน ระบบไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น ทำให้ร่างกายแข็งแรมตามมา แต่อย่าลืมว่าบริจาคเสร็จไม่ได้แข็งแรงทันทีถึงขนาดออกไปเตะบอลได้นะคะ ของเหล่านี้ต้องใช้เวลาซักเล็กน้อย ที่สำคัญเมื่อบริจาคเสร็จแล้ว น้องๆ ควรนั่งพักและทานของว่างที่ทางเจ้าหน้าที่เตรียมไว้ให้ ให้ร่างกายปรับสภาพน้ำในร่างกายได้ก่อน แล้วค่อยเดินทางกลับนะคะ

ข้อดีข้อที่ 2 หุ่นดี เพรียวลม ผิวเปล่งปลั่ง
มีความเชื่อผิดๆ กันอยู่อย่างนึงว่าการบริจาคเลือดจะทำให้อ้วนขึ้น ทำให้สาวๆ ไม่ค่อยกล้าบริจาค แต่จากข้อมูลของ สสวท.ได้ออกมาเปิดเผยว่าเป็นความเชื่อที่ผิด การบริจาคเลือดไม่ได้ทำให้อ้วน แต่กลับทำให้ผู้บริจาคมีรูปร่างที่ดีขึ้นด้วยซ้ำไป นอกจากนี้เลือดใหม่ที่ถูกผลิตขึ้นรวมทั้งการไหลเวียนของเลือดที่ดีขึ้น จะช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง มีน้ำมีนวล และยังช่วยให้หน้าใสขึ้นด้วยนะคะ ไม่ต้องกินวิตามินเสริม น้องๆ ก็สามารถมีผิวพรรณสดใสได้เหมือนกันนะ

ข้อดีข้อที่ 3 ลดความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งได้ด้วย
สถาบันคาโรลินสกา สตอคโฮล์ม สวีเดน ได้ศึกษาข้อมูลจากผู้บริจาคเลือดสวีเดนและเดนมาร์ค พบว่า การบริจาคเลือดช่วยลดความเสี่ยงจากมะเร็งได้หลายชนิดเลยค่ะ เช่น มะเร็งตับ มะเร็งปอด มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งกระเพาะอาหาร ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าในรายที่มีธาตุเหล็กในร่างกายมากเกินไป มีผลต่อการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจอุดตันหรือมะเร็งบางชนิด การบริจาคเลือดจะช่วยลดปริมาณธาตุเหล็กส่วนเกินเหล่านั้นออกไปได้ และที่เซอร์ไพร์สสุดๆ เลย ก็คือ ยิ่งเราบริจาคเลือดบ่อยเท่าไหร่ ความเสี่ยงโรคมะเร็งจะลดลงมากเท่านั้น โดยเฉพาะในเพศชายค่ะ แต่ความถี่ของการบริจาคเลือดระบุไว้ว่า เพศชายสามารถบริจาคได้ทุก 3 เดือน และเพศหญิงทุก 6 เดือน ดังนั้นอย่ากลัวมะเร็งจนวิ่งบริจาคทุกเดือนนะคะ ร่างกายจะรับไม่ไหวเอา

ข้อดีข้อที่ 4 มีสิทธิพิเศษสำหรับผู้บริจาคเลือด
ผู้บริจาคเลือดยังได้สิทธิพิเศษในเรื่องการรักษาพยาบาล ซึ่งอาจจะเป็นเรื่องที่หลายคนยังไม่รู้ โดย 
   1. ผู้บริจาคโลหิต 7 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้ไม่เกินร้อยละ50 
  2. ผู้บริจาคโลหิต 9 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ตรวจวิเคราะห์สารเคมีในโลหิตได้ เชน ตรวจหาน้ำตาล ไขมัน การทำงานของตับ การทำงานของไต เป็นต้น 
   3. ผู้บริจาคโลหติ 16 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล+ ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50 
   4. ผู้บริจาคโลหิต 24 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล100% + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50 
    5. ผู้บริจาคโลหิต 100 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ "ขอพระราชทานเพลิงศพ" ได้เป็นกรณีพิเศษ
ข้อดีทางกาย ได้มีการตรวจเช็คสุขภาพอย่างง่ายทุกครั้งที่บริจาคเลือด เช่น ชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิตและตรวจความเข้มข้นของเลือด อีกทั้งการต้องตอบคำถามที่ขั้นตอนที่ 1 เกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ก็ช่วยกระตุ้นเตือนให้ผู้บริจาคเลือดไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัส ตับอักเสบชนิดบี, ไวรัสตับอักเสบชนิดซี, ซิฟิลิสและโรคเอดส์ หรือถึงพบว่าเป็น ก็จะได้รับจดหมายแจ้งจากศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทยให้ไปตรวจวินิจฉัยยืนยันและทำการรักษา ช่วยให้ได้รับการรักษา แต่เนิ่นๆ การได้รับการวินิจฉัยเร็วเป็นผลดีทำให้ลดการแพร่กระจายของโรค ลดภาวะแทรกซ้อนและลดความพิการได้ ข้อดีทางจิตใจ ความรู้สึกว่าเป็นผู้ให้ ได้ทำทาน ได้ช่วยชีวิตคน ย่อมทำให้รู้สึกสุขใจ
ข้อดีทางสังคม ผู้บริจาคเลือดจะได้รับเข็มที่ระลึกในการบริจาคเลือดครั้งแรกและได้รับเข็ม ที่ระลึกเมื่อบริจาคเลือดครบจำนวนครั้งตามที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติกำหนด เช่น 36 ครั้ง, 48 ครั้ง, 60 ครั้ง, 72 ครั้ง เป็นต้น รวมทั้งได้เหรียญกาชาดสมนาคุณตามที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติกำหนด และหากบริจาคเลือดครบ 100 ครั้ง ก็จะได้รับการชักชวนให้เข้าเป็นสมาชิกชมรมผู้บริจาคเลือด 100 ครั้ง และร่วมทำกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคมต่อไป
ข้อดีทางจิตวิญญาณ การบริจาคโลหิตนอกจากให้ความรู้สึกดีเหมือนการให้ทานประเภทอื่นแล้ว ยังให้ความรู้สึกดีที่ได้ช่วยชีวิตผู้อื่นด้วย

ประโยชน์จากการบริจาคโลหิต
  1. อันดับแรกเลยคือ เป็นทาน ถือว่าสำคัญมาก คือ เราได้สละเลือดของตัวเอง เพื่อนำไปช่วยชีวิตของผู้อื่น บางครั้งเลือดของเรา อาจจะทำคนนั้นรอดตายเลยก็ได้ จึงถือได้ว่าบริจาคเลือด เป็นทานที่ยิ่งใหญ่มาก 
  2. บริจาคเลือดนั้นเป็นผลดีต่อสุขภาพเรามาก มีการทำวิจัยหลายอย่าง
       2.1) ห่างไกลจากโรคมะเร็งครับ นี้มีการวิจัยแล้วครับ ยิ่งบริจาคมาก โอกาสเกิดยิ่งน้อยลงครับ 
    2.2) สำหรับผู้ชาย ลดโอกาสเสี่ยงจากโรคเนื้อหัวใจตาบเฉียบพลันได้ ซึ่งโรคนี้จะเกิดจากที่ร่างกายเรามีธาตุเหล็กมีมากเกินไปการบริจาคเลือดจึงจะลดโอกาสเกิดได้ครับ ข้อนี้ก็มีงานวิจัย 
      2.3) กระตุ้นการทำงานของไขกระดูก เปรียบเหมือนการออกกำลังกายให้กับไขกระดูกได้ทำงานดีขึ้น     2.4) การบริจาคเลือดนั้น จะทำให้ลดโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคเลือดเสียเพราะจะได้มีการสร้างเลือดใหม่ออกมาเรื่อยๆ 
    2.5) จะช่วยทำให้หน้าใส กับผิวขาวครับ ไม่ถึงกับว่าขาว หรือใสมาก การบริจาคเลือด นั้นทำให้ร่างกายได้สร้างเม็ดเลือดใหม่ รวมถึงการสร้างเมลานิน(เม็ดเลือดที่เกี่ยวกับผิวหนัง)ใหม่ 
     2.6) การบริจาคเลือดนั้น จะทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดใหม่ รวมถึงทั้งเม็ดเลือดขาว กับ เกล็ดเลือด ฯลฯ ทำให้ร่างกายมีภูมิต้านทานขึ้น ซ่อมแซมร่างกาย และทำให้ร่างกายมีสุขภาพดีขึ้น
  3. ข้อนี้ถือว่าเป็นประโยชน์มาก คือ 
    3.1) ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 7 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ ช่วยเหลือค่าห้องพิเศษและค่าอาหารพิเศษได้ ไม่เกินร้อยละ 50 
    3.2) ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 16 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล + ค่าห้องพิเศษและค่าอหาร ได้ร้อยละ 50 
    3.3) ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 24 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ ช่วยเหลือค่ารักษาพยาบาล 100% + ค่าห้องพิเศษและค่าอาหาร ได้ร้อยละ 50 
   3.4) ผู้บริจาคโลหิต ตั้งแต่ 100 ครั้งขึ้นไป สามารถขอใช้สิทธิ์ "" ""ขอพระราชทานเพลิงศพ ได้เป็นกรณีพิเศษ เฉพาะผู้บริจาคโลหิตเท่านั้น ไม่สามารถโอนสิทธิ์ให้ผู้อื่นได้

ประโยชน์ของวิตามินแต่ละประเภท - Healthy and 
http://berryroom.weebly.com/36113619363236503618359436093660358636293591362336363605363436173636360936493605365636213632361136193632364836163607.html


วิตามินสำหรับร่างกายมีหลายประเภทแต่ละประเภทก็ให้ประโยชน์แตกต่างกันไป

   วิตามิน เป็นช่วยให้ระบบการทำงานของร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารต่าง ๆ ได้ง่ายแล้วและระบบการทำงานของร่างกายให้เป็นปกติ สำหรับประโยชน์ที่ ร่างกายจะได้รับในด้านบำรุงผิวพรรณ ความสวยงามมีอยู่มากมาย เช่น วิตามินช่วยรักษาสมดุลในร่างกาย ช่วยในการสร้างเม็ดเลือด 

วิตามินแบ่งได้เป็น 2  ประเภทคือ
  
    1. วิตามินที่ละลายในน้ำได้ ได้แก่ วิตามินซี,บี
   2. วิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่ วิตามิน เอ,ดี, อี, เค 

วิตามินแต่ละตัวมีประโยชน์และความจำเป็นอย่างไร

วิตามินที่สามารถละลายในน้ำได้
        
                   วิตามินซี มี ความจำเป็นกับร่างกาย ช่วยเส่ริมสร้างเนื้อเยื่อต่าง ๆ รักษาบาดแผล สร้างภูมิคุ้มกันโรค หากได้รับวิตามินซีในปริมาณที่เหมาะสม จะทำให้ปลอดจากโรคเครียด ช่วยให้ผิวสดใส ไม่หมองคล้ำ รักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน วิตามินได้จากอะไรบ้าง เช่น คะน้า ผักโขม มะเขือเทศ สับปะรด มะนาว มะขาม สะเดา มะขามป้อม ส้ม พริก เป็นต้น
         

               วิตามินบี ที่สำคัญมี 5 ชนิด คือ
        
                  วิตามินบี 1 มี ประโยชน์ต่อร่างกาย ป้องกันโรคเหน็บชา ช่วยการทำงานของระบบย่อยอาหารป้องกันการท้องอืด ยังช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายอีกด้วย ได้จากอาหารจำพวกข้าวซ้อมมือ ตับ เนื้อหมู ไข่แดง ยีสต์ และถั่วต่าง ๆ
                   วิตามินบี 2 มี ประโยชน์ต่อร่างกาย การทำงานของระบบประสาทตา ช่วยในการทำงานของระบบหายใจ และช่วยให้ผิวพรรณผ่องใสอีกด้วย อาการบางอย่าง ที่ชี้ว่าคุณกำลังขาดวิตามินบี 2 อยู่ เช่น ลิ้นของคุณมีอาการบวมแดง,เจ็บที่มุมปาก เกิดรอยแผลที่เรียกว่า ปากนกกระจอก สามารถได้รับการทานอาหารจำพวก ไข่ ถั่วต่าง ๆ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนมและยีสต์
                  วิตามินบี 5  ประโยชน์ ที่มีต่อร่างกาย ช่วยในการทำงานของระบบผิวหนัง ระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร และระบบหายใจ อาการที่บ่งบอกว่า ขาดวิตามินบี 5 อยู่ เช่น อาการความจำเสื่อม ไม่กระตือรือร้นในชีวิต ที่เรียกว่าเชื่องช้า ซึ่งเป็นผลมาจากระบบสมองนั้นทำงานเหนื่อย  สังเกตุได้อีกอย่างคือ อาการของการเบื่ออาหาร  ถ้าขาดวิตามินนี้มากผิวหนังขึ้นผื่นแดง และทำให้สีผิวคล้ำได้ในที่สุด สามารถได้รับการรับประทานอาหารจำพวก ไข่  ถั่วต่าง ๆ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนมและยีสต์
                  วิตามินบี 6 ที่ มีประโยชน์ต่อร่างกายในขบวนการสังเคราะห์ฮีม ส่วนประกอบของฮีโมโกบิน ช่วยในกระบวนการสังเคราะห์กรดอะมิโนซึ่งเป็นส่วนสำคัญต่อระบบการทำงานของ ร่างกาย อาการที่ทำให้คุณทราบว่า ขณะนี้กำลังขาดวิตามินบี 6 เช่น อาการเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวกับเม็ดเลือด สังเกตุได้จากผิวหนังที่มีอาการบวมแดง การทำงานที่ต้องใช้สมองคิดมาก ๆ จะช้าลง คุณสามารถรับวิตามินได้จากการทานอาหารจำพวก ไข่ ถั่วต่าง ๆ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนมและยีสต์
                   วิตามินบี 12 ที่ มีประโยชน์ต่อร่างกายเช่น ช่วยในการสังเคราะห์ DNA สร้างเม็ดเลือดแดง ตัวช่วยสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย อาการบางอย่างที่แสดงให้เห็นว่าคุณขาดวิตามินนี้คือ อาการของโรคโลหิตจาง เกิดจากความผิดปกติของเม็ดเลือดแดง ระบบประสาทผิดปกติ สามารถรับวิตามินนี้ได้จากการทานอาหารจำพวก ไข่ ถั่วต่าง ๆ เนื้อสัตว์ ผลิตภัณฑ์จากนมและยีสต์

วิตามินที่สามารถละลายในไขมัน
  

               วิตามิน A เป็นวิตามินที่สามารถละลายได้ในไขมัน มีอยู่ 2 ลักษณะคือ

               เรตินอน พบมากในเนื้อสัตว์ ประโยชน์นั้นช่วยป้องกันโรคเกี่ยวกับความผิดปกติของสายตา
               เบตาคาโรทีน พบ มากในผัก ผลไม้ ที่มีสีเข้มส้มเหลืองแดงจัด เช่น คะน้า ฟักทอง แครอท เบตาคาโรทีนเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว เอนไซม์ คาโรติเนส ทำการดัดแปลงจากเบตาคาโรทีนให้กลายเป็นวิตามินเอ พบว่าประโยชน์เบตาคาโรทีนสามารถยับยั้งการเติบโตของเซลล์มะเร็ง ด้านความสวยงาม ขาดสารจำพวกวิตามินเอจะส่งผลทำให้ผิวพรรณไม่เปล่งปลั่ง ช่วยบำรุงผิว ร้ายแรงอาจถึงขั้นเหยื่อบุผิวหนังอักเสบได้ ระบบการทำงานของดวงตาก็จะมีปัญหาตามมาเช่นกัน หากทานมากไปมีผลทำให้ตัว เหลืองได้
              วิตามิน D นี้ หาได้ทั่วไป แค่คุณออกมายืนรับแสงแดดอ่อน ช่วง 6.00-7.40 น ช่วงเย็นประมาณ 16.00- 17.00 น.ช่วงเวลาดังกล่าวแสงแดดจะให้วิตามินดีกับร่างกาย หากพ้นช่วงนี้ไปแล้ว แสงแดดจะให้โทษกับผิวหนังมากกว่าให้คุณ นอกจากวิตามินดีจากแสงแดดแล้ว สามารถรับวิตามินดีได้จากอาหารต่าง ๆ เช่น น้ำมันตับปลา นม เนย ไข่แดง ประโยชน์ที่จะได้รับจากวิตามินดี คือ ช่วยการทำงานของซีเทรทในเลือด กระดูก ลำไส้เล็ก หัวใจ และไต ให้โครงสร้างของกระดูกและฟันแข็งแรง ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส อาการบางอย่างที่แสดงว่ากำลังขาดวิตามินคือ ในช่วงเด็กเล็กมีอาการของกระดูกผิดรูป หากเป็นผู้ใหญ่จะปวดตามข้อกระดูก เป็นต้น
              วิตามิน E  ช่วย เกี่ยวกับเรื่องของผิวพรรณ ประโยชน์ของวิตามินอี คือ ช่วยป้องกันการแตกของเยื้อหุ้มเซลล์ อาการที่ทำให้คุณรู้ว่ากำลังขาดวิตามินอีอย่างรุนแรงคืน อาการปวดเมื่อยกล้ามเนี้อ กล้ามเนื้อลีบ โรคของโลหิตจาง เป็นต้น วิตามินอีนั้นมีอยู่มากในอาหารจำพวก น้ำมันรำ นม เนย ตับ น้ำมันถั่วเหลือง กระหล่ำดอก เป็นต้น
              วิตามิน K  คุณ ประโยชน์ คือ ช่วยในการแข็งตัวของเลือด อาการที่บ่งบอกว่ากำลังขาดวิตามินเค อยู่คือ เวลามีบาดแผลเลือดออกจะหยุดยากเพราะไม่มีวิตามินเคที่เป็นเกล็ดเลือดช่วย ห้ามเลือด สามารถได้รับวิตามินเคจากเนื้อสัตว์ ดอกกระหล่ำ กะหล่ำปลี ไข่แดง ตับ และถั่วต่าง ๆ
               

          การบริโภคที่สำคัญนอกจาก อาหาร ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อมนุษย์เราแล้วจะขาดเสียไม่ได้ เพราะหากขาดผลที่ตามมานั้นมากมาย ก็คือ น้ำ 

             น้ำ คือ สิ่งสำคัญของร่างกาย  90 %ร่างกายคนประกอบไปด้วยน้ำ ช่วยหล่อเลี้ยงระบบต่าง ๆ ของร่างกาย ช่วยหล่อลื่นสร้างความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง แต่ละวันร่างกายเราขับของเสียออกมาเป็นน้ำมาก ในรูปของเหงื่อ การขับถ่ายเราจึงจำเป็นต้องบริโภคน้ำให้ได้มากเท่าที่จะทำได้ เพื่อทดแทนส่วนที่สูญเสียไป ผู้ใหญ่ต้องการน้ำวันละ 6-8 แก้วเฉลี่ยประมาณ 3 ลิตร  ที่สำคัญถ้าได้มีการออกกำลังกายคุณควรดื่มน้ำเพิ่มอีก 3 แก้ว  ถ้าเกิดภาวะระดับน้ำในร่างกายที่ต่ำ อาจเกิด อาการ หน้ามือ เป็นลมขึ้นได้ ควรสร้างนิสัยในการดื่มน้ำให้มาก ๆ อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้ว ต่อวัน และน้ำเป็นน้ำสะอาดบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งเจือปน ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่ใช่น้ำอัดลม น้ำหวาน กาแฟ เครื่องดื่มที่มีอัลกอฮอล์ คาเฟอีน เพราะเป็นสิ่งไม่เกิดประโยชน์แก่ร่างกาย น้ำยังช่วยชำระล้างของเสียออกจากไต ด้วย

 พืชผักสวนครัวหาง่าย


ขิง รสหวานเผ็ดร้อนจะช่วยขับเสมหะ โดยนำเอาส่วนเหง้าขิงแก่ฝนกับน้ำมะนาว หรือใช้เหง้าขิงสดตำผสมน้ำเล็กน้อย คั้นเอาน้ำและเติม เกลือนิดหน่อย ใช้กวาดคอ หรือจิบบ่อยๆ หรือใช้ขิงแก่สดขนาดเท่าหัวแม่มือ ทุบให้แตกต้มกับน้ำให้เดือด จิบเวลาไอ

ดีปลี รสเผ็ดร้อนมีสรรพคุณช่วยขับเสมหะ ใช้ผลแก่ของดีปลีประมาณ 1/2-1 ผล ฝนกับน้ำมะนาว เติมเกลือนิดหน่อย กวาดลิ้นหรือจิบ บ่อยๆ

 เพกา เมล็ดเพกาเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งใน "น้ำจับเลี้ยง" ของคนจีน ใช้ดื่มแก้ร้อนใน เมล็ดเพกามีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ และขับ เสมหะ โดยใช้เมล็ดเพกาประมาณ 1/2-1 กำมือ (หนัก 1.5-3 กรัม) ต้มกับน้ำประมาณ 300 มิลลิลิตร ตั้งไฟอ่อนๆ ต้มให้เดือดนานประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้ดื่มเป็นยาวันละ 3 ครั้ง
มะขามป้อม ผลสดของมะขามป้อม มีรสเปรี้ยวอมฝาด มีสรรพคุณรักษาอาการไอ ช่วยขับเสมหะ โดยใช้เนื้อผลแก่สด 2-3 ผล โขลกให้แหลก เหยาะเกลือเล็กน้อย ใช้อมหรือเคี้ยววันละ 3-4 ครั้ง
มะขาม รสเปรี้ยวของมะขาม สามารถกัดเสมหะให้ละลายได้ เมื่อมีอาการไอ ระคายคอจากเสมหะ ให้ใช้เนื้อในฝักแก่ของมะขามเปรี้ยว หรือมะขามเปียก (ที่มีรสเปรี้ยว) จิ้มเกลือกินพอสมควร หรืออาจคั้นเป็นน้ำมะขามเหยาะเกลือเล็กน้อย ใช้จิบบ่อยๆ ก็ได้

มะนาว รสเปรี้ยวของน้ำมะนาว มีสรรพคุณแก้อาการไอ และขับเสมหะ โดยใช้ผลสดคั้นเอาแต่น้ำ จะได้น้ำมะนาวเข้มข้น และใส่เกลือเล็ก น้อยจิบบ่อยๆ หรือจะทำเป็นน้ำมะนาวใส่เกลือและน้ำตาล ปรุงให้มีรสจัด จิบบ่อยๆ ตลอดวัน หรือหั่นมะนาวขนาดเท่าปลายนิ้วก้อย จิ้มเกลือ นิดหน่อย ใช้อมบ้างเคี้ยวบ้าง
มะแว้งเครือ รสขมของมะแว้ง มีสรรพคุณเป็นยาแก้ไอ และกัดเสมหะ โดยใช้ผลแก่สดประมาณ 5-10 ผล โขลกพอแหลก คั้นเอาแต่น้ำ ใส่ เกลือ จิบบ่อยๆ หรือจะใช้ผลสดเคี้ยว แล้วกลืนทั้งน้ำและเนื้อ จนกว่าอาการจะดีขึ้นก็ได้

กิน...รักษาอาการ

การเลือกบริโภคก็มีส่วนช่วยบรรเทาอาการไอได้ แต่ต้องเป็นการกินที่ถูกวิธีและถูกสูตรด้วยนะคะ 

1. กินกระเทียมอัดเม็ดครั้งละ 2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง

2. กินวิตามินเอ วิตามินบี และวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน

3.อมลูกอมรสเมนทอล หรือชนิดอื่นๆ ที่ทำให้เกิดอาการชา จะทำให้รู้สึกชุ่มคอ

4.ผสมน้ำส้มไซเดอร์ 1 ส่วน กับน้ำอุ่น 3 ส่วน เอาผ้าขนหนูชุบน้ำดังกล่าว แล้วพันรอบคอไว้ จะช่วยขับเสมหะ



บำบัดอาการด้วยน้ำมันหอม 

น้ำมันหอมสำหรับบำบัดอาการไอ แต่ละกลิ่นก็เหมาะกับแต่ละคน ที่มีธาตุเจ้าเรือนต่างกันดังนี้ค่ะ 

•ธาตุเจ้าเรือนดิน ใช้ไพล ไม้จันทน์ มะลิ

•ธาตุเจ้าเรือนน้ำ ใช้โหระพา กำยาน มะลิ

•ธาตุเจ้าเรือนลม ใช้โหระพา เปปเปอร์มิ้นต์ 

•ธาตุเจ้าเรือนไฟ ใช้โรสแมรี่ พิมเสน การบูร ทีทรี ยูคาลิปตัส ขิง

•ธาตุเจ้าเรือนเป็นกลาง ใช้กุหลาบ


วิธีบำบัด 

1.ใช้สูดดมโดยตรง หรือใช้หยดในน้ำร้อนแล้วสูดดม

2.ผสมน้ำมันหอมระเหย วาสลีน และขี้ผึ้งเข้าด้วยกัน แล้วทาที่บริเวณหน้าอก

3.หาก คัดจมูกมากจนหายใจไม่ออก บางทีการสูดดมอาจไม่ค่อยได้ผล ให้ใช้นิ้วถูข้างจมูกทั้งสองข้างให้ร้อน สั่งน้ำมูกออก แล้ว ค่อยสูดดมใหม่ หรือใช้การทานวดจะได้ผลมากกว่า

4.นำยูคาลิปตัส เปปเปอร์มิ้นต์ ลาเวนเดอร์ และไพล ผสมในอัตราส่วนเท่าๆ กัน ใช้สูดดมสูตรนี้ทำให้น้ำมูกลดลงทันที หายใจ สะดวกขึ้น

5.นำยูคาลิปตัส ไธม์ สน ไซเปรส และแซนดัลวูด ชนิดละ 2-3 หยด หยดลงในอ่างน้ำร้อน แล้วสูดดมไอน้ำประมาณ 10 นาที วันละ 2-3 ครั้ง จนกว่าอาการไอจะหายไป 

6.ถ้าต้องการแก้อาการวิงเวียนหน้ามืด ให้เติมการบูร หรือพิมเสน ลงไปเล็กน้อยตามสูตรจากข้อ 4 หรืออาจทำเป็นยาดมพกติดตัว ไว้ เวลาเดินทางไกลๆ หากบังเอิญว่ามีใครไอ จาม ก็หยิบขึ้นมาดมป้องกันการติดเชื้อได้ค่ะ

นิตยสารชีวจิต159

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

Home
แบบบ้าน พร้อมรายการวัสดุเพียง 3,900 บาท สร้างจริงแล้วทั่วประเทศ
แบบบ้านชั้นครึ่งรีสอร์ทไทยประยุกต์ BP29 PDF พิมพ์
 แบบบ้านชั้นครึ่ง
แบบบ้านชั้นครึ่งรีสอร์ทไทยประยุกต์ BP29
แบบบ้านชั้นครึ่งทรงไทยประยุกต์บ้านป่าตาล BP29 เป็นแบบบ้านที่นำแนวทางการออกแบบจากแบบบ้านรุ่นพี่คือ BP01 มาปรับปรุงให้มีความเหมาะสมกับการอยู่อาศัยและเพิ่มเอกลักษณ์ความสวยงามมากยิ่งขึ้น เป็นแบบบ้านชั้นครึ่ง 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ แยกพื้นที่ใช้สอยออกเป็นสัดส่วนด้วยการยกระดับของบ้านออกเป็น 3 ระดับเหมาะสมสำหรับครอบครัวขนาดกลางและท่านที่มีงบประมาณจำกัดแต่ต้องการได้บ้านที่มีความโดดเด่นในรูปทรงและเพื่อการอยู่อาศัยกับครอบครัวอย่างแท้จริง นอกจากนั้นแล้วแบบบ้านชั้นครึ่ง BP29 ยังถูกออกแบบในส่วนโครงสร้างพิเศษเพื่อรองรับแผ่นดินไหวอีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม...
 
แบบบ้านชั้นเดียวเล่นระดับรองรับแผ่นดินไหวBP27 PDF พิมพ์

แบบบ้านชั้นเดียวเล่นระดับรองรับแผ่นดินไหว BP27

แบบบ้านรองรับแผ่นดินไหว

แบบบ้านชั้นเดียวเล่นระดับทรงไทยประยุกต์ BP27
แบบบ้านชั้นเดียวBP27 เป็นแบบบ้านชั้นเดียวที่ออกแบบสำหรับครอบครัวขนาดเล็กถึงขนาดกลาง ใช้พื้นที่ก่อสร้างไม่มากและปลูกในที่ดินที่หน้าไม่กว้างมากได้ โดยปรับลดส่วนพื้นที่ซึ่งไม่จำเป็นออก และทำการยกระดับบางส่วนเพื่อใช้พื้นที่ได้อย่างคุ้มค่ามากขึ้น จึงทำให้ได้เป็นแบบบ้านขนาด 3 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ และมีที่จอดรถถึง 2 คัน ห้องเก็บของ ส่วนซักล้างขนาดใหญ่ และห้องทำงานในตัวบ้าน จึงทำให้แบบบ้าน BP27 น่าจะเป็นแบบบ้านสำหรับผู้ชื่นชอบแบบบ้านชั้นเดียวที่มีเอกลักษณ์ และรูปทรงที่โดดเด่น และมากด้วยประโยชน์ใช้สอย ปล.แบบบ้านชั้นเดียวBP27 เป็นแบบบ้านที่ออกแบบให้มีโครงสร้างรองรับแผ่นดินไหว
อ่านเพิ่มเติม...
 
แบบบ้านใต้ถุนโล่งสูง รองรับน้ำท่วม แผ่นดินไหว BP28 PDF พิมพ์

แบบบ้านยกใต้ถุนโล่งสูง รองรับน้ำท่วม ต้านทานแผ่นดินไหว BP28

แบบบ้านใต้ถุนสูงโล่ง

แบบบ้านยกใต้ถุนสูง BP28
แบบบ้านทรงไทยประยุกต์ ยกใต้ถุนสูง BP28 จากบ้านป่าตาลเป็นแบบบ้านที่ออกแบบมาสำหรับครอบครัวไทยที่ชื่นชอบลักษณะการอยู่อาศัยในบ้านที่มีใต้ถุนตามแบบวิถีไทยๆ และเอกลักษณ์ของบ้านใต้ถุนสูงที่มีลักษณะโชว์บันไดขึ้นบ้านนอกอาคาร โดยความโดดเด่นของแบบบ้านใต้ถุนสูง BP28 คือการแก้ปัญหาฝนและแดดที่เป็นอุปสรรคในการขึ้นลงบ้านโดยการออกแบบให้บันไดซ่อนในช่วงตัวบ้าน และออกแบบให้มีหลังคาคลุมแดดฝนในรูปแบบที่ไม่ขัดกับรูปทรงแบบเดิมๆ โดยแบบบ้าน BP28 เป็นแบบบ้านสำหรับครอบครัวขนาดกลางซึ่งมีจำนวน 2 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ แต่สามารถปรับให้เป็น 3 ห้องนอนได้ตามความต้องการ ซึ่งเหมาะสำหรับท่านที่ต้องการปลูกสร้างเพื่อป้องกันน้ำท่วม นอกจากนั้นยังถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแผ่นดินไหวได้อีกด้วย
อ่านเพิ่มเติม...
 
แบบบ้านสองชั้นทรงไทยประยุกต์รองรับแผ่นดินไหว BP26 PDF พิมพ์

แบบบ้านสองชั้นไทยประยุกต์รองรับแผ่นดินไหว BP26
แบบบ้านสองชั้น BP26 แบบบ้านขนาดกลางจำนวน 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ พร้อมที่จอดรถ 2 คันเป็นแบบบ้านทรงไทยประยุกต์ที่เน้นการออกแบบสำหรับครอบครัวขนาดกลางในลักษณะแบบบ้านรีสอร์ท เน้นการออกแบบให้ประหยัดงบประมาณมากที่สุดโดยการตัดพื้นที่ส่วนที่ไม่ค่อยจำเป็นออกไปทั้งหมด แต่เพิ่มพื้นที่ส่วนรับแขกที่กว้างขวางและยังใช้เป็นห้องนั่งเล่นของครอบครัวได้อีกด้วย รวมทั้งการออกแบบยังคำนึงถึงการพักผ่อนของครอบครัวซึ่งมีพื้นที่ใช้สอยด้านนอกตัวบ้านซึ่ง
เป็นระเบียงขนาดใหญ่ทั้งด้านบนและด้านล่าง เพื่อการพักผ่อนตามอากาศในเวลาแดดอ่อนๆทั้งยามเช้า ยามเย็น นอกจากนั้นแบบบ้านสองชั้น BP26 ยังเป็นบ้านที่มีการออกแบบโครงสร้างเพื่อการรองรับแผ่นดินไหว เพิ่มเติมให้กับท่านที่อยู่ในพื้นที่เสียงภัย หรือป้องันเผื่อไว้ในอนาคตอีกด้วยครับ
อ่านเพิ่มเติม...
 
แบบบ้านใต้ถุนสูงขนาดใหญ่ทรงไทยประยุกต์ BP25 PDF พิมพ์

แบบบ้าน.ใต้ถุนสูงทรงไทยประยุกต์ BP25

แบบบ้านใต้ถุนสูง

แบบบ้านยกพื้นใต้ถุนสูงทรงไทยประยุกต์ขนาดใหญ่ BP25
แบบบ้านทรงไทยประยุกต์ใต้ถุนสูง BP25 เป็นแบบบ้านที่ออกแบบสำหรับครอบครัวขนาดกลางถึงใหญ่ จำนวน 4ห้องนอน 4 ห้องน้ำ และผู้ที่ชื่นชอบรูปทรงของบ้านทรงไทยใต้ถุนสูงซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยของไทยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ โดยประยุกต์การออกแบบให้มีความเหมาะสมกับยุคสมัยทั้งการออกแบบและการเลือกใช้วัสดุที่ใช้ในสมัยปัจจุบัน แต่ยังคงเอกลักษณ์ความโดดเด่น ความงดงามและวิถีความเป็นไทยไว้ได้เป็นอย่างดี
อ่านเพิ่มเติม...
 
แบบบ้านชั้นครึ่งขนาดใหญ่ทรงไทยประยุกต์ BP24 PDF พิมพ์

แบบบ้านชั้นครึ่งเล่นระดับทรงไทยประยุกต์ BP24

แบบบ้านชั้นครึ่ง

แบบบ้านชั้นครึ่งเล่นระดับทรงไทยประยุกต์ขนาดใหญ่ BP24
แบบบ้านชั้นครึ่ง BP24 เป็นแบบบ้านที่ออกแบบสำหรับครอบครัวขนาดกลางถึงใหญ่และผู้ที่ชื่นชอบรูปทรงของบ้านชั้นครึ่งที่มีเอกลักษณ์ไม่ซ้ำแบบใคร ด้วยการออกแบบพื้นที่ใช้สอยสุดคุ้มค่าซึ่งมี ห้องนอนถึง 4 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ และพื้นที่จอดรถได้ถึง 3 คันมีพื้้นที่โถงรับแขกกว้างขวาง และมีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยออกจากกันอย่างเป็นสัดส่วนด้วยพื้นที่เล่นระดับ จึงนับว่าเป็นแบบบ้านสุดคุ้มค่าทั้งความสวยงามทั้งประโยชน์ใช้สอยอีกหลังหนึ่ง